Skip to main content

วิธีการ ระบุข้อมูลแต่ละช่อง ในเอกสารฝั่งรายจ่าย

คู่มือสอนวิธี ระบุข้อมูลแต่ละช่อง ในเอกสารฝั่งรายจ่าย ใน PEAK

การทำบัญชีและบันทึกเอกสารซื้อสินค้าหรือบริการอย่างแม่นยำ เริ่มต้นจากการกรอกข้อมูลเอกสารให้ถูกต้องครบถ้วน คู่มือนี้จะช่วยแนะนำขั้นตอนการ ระบุข้อมูลแต่ละช่องในเอกสารฝั่งรายจ่าย โดยใช้เอกสารใบสั่งซื้อ (Purchase Order: PO) เป็นตัวอย่าง เพื่อให้ผู้ใช้งานเข้าใจความหมายของแต่ละช่องและสามารถปฏิบัติตามขั้นตอนได้อย่างง่ายดายและเป็นระบบ

1. ขั้นตอนการเตรียมตัวและเข้าสู่หน้าเอกสาร

วิธีเข้าสู่หน้าสร้างเอกสารสำหรับ การระบุข้อมูลแต่ละช่องในเอกสารฝั่งรายจ่าย มีขั้นตอนดังต่อไปนี้

เข้าสู่ระบบ PEAK ไปที่เมนู รายจ่าย > เลือก ใบสั่งซื้อ > คลิกปุ่ม + สร้าง

1. ขั้นตอนการเตรียมตัวและเข้าสู่หน้าเอกสาร

หมายเหตุ: ในหน้าสร้างเอกสาร ช่องที่มีเครื่องหมาย ดอกจันสีแดง * เป็นข้อมูลจำเป็นที่ระบบบังคับให้กรอก ส่วนช่องที่ไม่มีเครื่องหมาย * สามารถเว้นว่างไว้ได้หากไม่มีข้อมูล

หมายเหตุ: ในหน้าสร้างเอกสาร ช่องที่มีเครื่องหมาย ดอกจันสีแดง * เป็นข้อมูลจำเป็นที่ระบบบังคับให้กรอก ส่วนช่องที่ไม่มีเครื่องหมาย * สามารถเว้นว่างไว้ได้หากไม่มีข้อมูล

2. ขั้นตอนการ ระบุข้อมูลแต่ละช่อง ในเอกสารฝั่งรายจ่าย

2.1. การระบุข้อมูล ด้านข้อมูลอ้างอิงและเลขที่เอกสาร

ขั้นตอนที่ 1: การระบุข้อมูลช่อง "อ้างอิง"

วิธีทำ: คลิกที่ช่อง อ้างอิง แล้วพิมพ์เลขที่เอกสารอ้างอิงภายนอก
เช่น เลขที่ใบขอซื้อ (PR), เลขที่โครงการ (Project No.), หรือเลขที่ใบเสนอราคาจากผู้ขาย (Quotation No.)
​
​คำอธิบายละเอียด: ช่องนี้ช่วยเชื่อมโยงเอกสารในระบบเข้ากับเอกสารต้นทาง หากไม่มีเอกสารอ้างอิงสามารถเว้นว่างไว้ได้

(ภาพตัวอย่าง: เลขที่เอกสารอ้างอิงสมมติ PR-202610-005)

2. ขั้นตอนการ ระบุข้อมูลแต่ละช่อง ในเอกสารฝั่งรายจ่าย

ขั้นตอนที่ 2: การระบุข้อมูลช่อง "เลขที่เอกสาร"

วิธีทำ: ระบบจะรันเลขที่เอกสารให้อัตโนมัติตามแพทเทิร์นที่ตั้งค่าไว้

  • หากต้องการแก้ไข ให้คลิกที่ช่อง เลขที่เอกสาร แล้วพิมพ์เลขที่ใหม่ที่ต้องการ

ขั้นตอนที่ 2: การระบุข้อมูลช่อง "เลขที่เอกสาร"
  • หากต้องการเปลี่ยนรูปแบบการรันเลข ให้คลิกไอคอน รูปฟันเฟือง ข้างช่องเลขที่เอกสาร เพื่อเข้าไปปรับแต่งการตั้งค่า

หากต้องการเปลี่ยนรูปแบบการรันเลข ให้คลิกไอคอน รูปฟันเฟือง ข้างช่องเลขที่เอกสาร เพื่อเข้าไปปรับแต่งการตั้งค่า

(ภาพตัวอย่าง: หน้าตั้งค่าเลขที่เอกสารรายจ่าย)

(ภาพตัวอย่าง: หน้าตั้งค่าเลขที่เอกสารรายจ่าย)

คำอธิบายละเอียด: ควรใช้เลขที่เอกสารเรียงตามลำดับ เพื่อความสะดวกในการตรวจสอบและจัดหมวดหมู่งวดบัญชี

2.2. การระบุข้อมูล ด้านข้อมูลผู้ขายและวันที่เอกสาร

ขั้นตอนที่ 1: การระบุข้อมูลช่อง "ชื่อผู้ขาย"

วิธีทำ: คลิกช่อง ชื่อผู้ขาย พิมพ์ชื่อหรือเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของผู้ขาย > แล้วกด เลือกรายชื่อจากระบบ > หากเป็นผู้ขายรายใหม่ ให้กดปุ่ม "+ เพิ่มผู้ติดต่อใหม่"
​คำอธิบายละเอียด: ตรวจสอบ ชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของผู้ขายให้ถูกต้อง เนื่องจากระบบจะดึงข้อมูลนี้ไปแสดงในใบกำกับภาษีและรายงานภาษีซื้อ

2.2. การระบุข้อมูล ด้านข้อมูลผู้ขายและวันที่เอกสาร

ขั้นตอนที่ 2: การระบุข้อมูลช่อง "ข้อมูลติดต่อและที่อยู่"

วิธีทำ: ตรวจสอบข้อมูลที่อยู่อิเล็กทรอนิกส์ เบอร์โทรศัพท์ และที่อยู่ผู้ขายที่ระบบดึงมาให้อัตโนมัติ
​คำอธิบายละเอียด: หากพบข้อมูลผิดพลาด ให้คลิกแก้ไขข้อมูลผู้ติดต่อที่หน้าเมนูผู้ติดต่อหลักก่อน เพื่อให้ข้อมูลอัปเดตเป็นปัจจุบัน

ขั้นตอนที่ 2: การระบุข้อมูลช่อง "ข้อมูลติดต่อและที่อยู่"

ขั้นตอนที่ 3: การระบุข้อมูลช่อง "วันที่ออก"

วิธีทำ: คลิกไอคอนปฏิทินในช่อง วันที่ออก แล้วเลือกวันที่ต้องการจัดทำเอกสาร (ระบบจะตั้งค่าเริ่มต้นเป็นวันที่ปัจจุบัน)
​คำอธิบายละเอียด: วันที่ออกเอกสารระบุเพื่อใช้อ้างอิงรอบงวดบัญชี สามารถเลือกวันที่ย้อนหลังหรือวันที่ในอนาคตได้ตามความจริง

ขั้นตอนที่ 3: การระบุข้อมูลช่อง "วันที่ออก"

2.3. ขั้นตอนส่วนที่ 3 การระบุข้อมูล ด้านกลุ่มจัดประเภท

ขั้นตอนที่ 1: การระบุข้อมูลช่อง "โครงการ"

วิธีทำ: คลิกดรอปดาวน์ โครงการ แล้วเลือกชื่อโครงการที่เกี่ยวข้อง เช่น โครงการอบรมพนักงาน
​คำอธิบายละเอียด: เหมาะสำหรับการคุมงบประมาณและกำไรขาดทุนแยกตามรายโครงการ

ขั้นตอนที่ 2: การระบุข้อมูลช่อง "แผนก"

วิธีทำ: คลิกดรอปดาวน์ แผนก เลือกฝ่าย/แผนกที่สั่งซื้อสินค้าหรือรับบริการ เช่น แผนกบัญชี
​คำอธิบายละเอียด: ช่วยจัดสรรงบบุคลากรและค่าใช้จ่ายตามศูนย์ต้นทุน (Cost Center)

ขั้นตอนที่ 3: การระบุข้อมูลช่อง "ค่าใช้จ่ายทางภาษี" (หรือกลุ่มจัดประเภทเพิ่มเติม)

วิธีทำ: คลิกดรอปดาวน์ ค่าใช้จ่ายทางภาษี แล้วเลือกกลุ่มจัดประเภททางภาษีที่เกี่ยวข้อง (หรือเลือก "ยังไม่ระบุ")
​คำอธิบายละเอียด: เป็นช่องกลุ่มจัดประเภทเพิ่มเติมตามที่กิจการตั้งค่าไว้ เพื่อช่วยวิเคราะห์ข้อมูลและจัดหมวดหมู่รายงานทางภาษีให้ละเอียดครบถ้วนยิ่งขึ้น

2.3. ขั้นตอนส่วนที่ 3 การระบุข้อมูล ด้านกลุ่มจัดประเภท

2.4. ขั้นตอนส่วนที่ 4 การระบุข้อมูล ด้านข้อมูลราคาและภาษี

ขั้นตอนที่ 1: การระบุข้อมูลช่อง "ประเภทราคา"

วิธีทำ: เลือกตัวเลือกประเภทราคาให้ตรงกับตกลงสั่งซื้อ เช่น แยกภาษี

  • แยกภาษี (Exclude VAT): ระบบจะนำราคาที่กรอกไปคำนวณ VAT 7% เพิ่มเติม

  • รวมภาษี (Include VAT): ระบบจะถอด VAT 7% ออกจากราคาสินค้าที่กรอก

  • ไม่มีภาษี (No VAT): สำหรับสินค้า/บริการที่ไม่คิดภาษีมูลค่าเพิ่ม

คำอธิบายละเอียด: ต้องตรวจสอบประเภทราคาให้ตรงกับใบเสนอราคาหรือข้อตกลงกับผู้ขายเพื่อไม่ให้ยอดรวมผิดพลาด

2.4. ขั้นตอนส่วนที่ 4 การระบุข้อมูล ด้านข้อมูลราคาและภาษี

ขั้นตอนที่ 2: การระบุข้อมูลช่อง "ราคานี้เป็นค่าเงิน"

วิธีทำ: ในช่อง ราคานี้เป็นค่าเงิน ให้เลือก สกุลเงิน ที่ใช้ชำระเงิน เช่น THB (บาท)
​คำอธิบายละเอียด: หากเลือกสกุลเงินต่างประเทศ ระบบจะเปิดช่องให้กรอกอัตราแลกเปลี่ยน เพื่อคำนวณแปลงเป็นเงินบาท

ขั้นตอนที่ 2: การระบุข้อมูลช่อง "ราคานี้เป็นค่าเงิน"

2.5. ขั้นตอนส่วนที่ 5 การระบุข้อมูล ด้านรายการสินค้า บริการ และผังบัญชี

ขั้นตอนที่ 1: การระบุข้อมูลช่อง "สินค้า/บริการ และผังบัญชี"

วิธีทำ:

  1. คลิกช่อง สินค้า/บริการ พิมพ์ชื่อหรือรหัสสินค้า แล้วกดเลือกรายการ เช่น PEAK Product ASC-01

  2. ตรวจสอบช่อง ผังบัญชี เลือกผังบัญชีค่าใช้จ่ายให้ถูกต้อง เช่น 114102 - สินค้าสำเร็จรูป

คำอธิบายละเอียด: การระบุผังบัญชีถูกต้องช่วยให้ระบบลงบันทึกบัญชีเดบิต/เครดิตให้อย่างแม่นยำ

2.5. ขั้นตอนส่วนที่ 5 การระบุข้อมูล ด้านรายการสินค้า บริการ และผังบัญชี

ขั้นตอนที่ 2: การระบุข้อมูลช่อง "คำอธิบาย รายการ จำนวน/หน่วย"

วิธีทำ:

  1. กรอกรายละเอียดเพิ่มเติมในช่อง คำอธิบาย (ถ้ามี) เช่น PEAK Product AS-01

  2. พิมพ์ตัวเลขจำนวนที่สั่งซื้อในช่อง จำนวน เช่น 1.00 / กล่อง

ขั้นตอนที่ 3: การระบุข้อมูลช่อง "ราคา/หน่วย ส่วนลด และภาษี"

วิธีทำ:

  1. กรอกราคาต่อหน่วยในช่อง ราคา/หน่วย เช่น 320.00

  2. พิมพ์ส่วนลดในช่อง ส่วนลด/หน่วย (ถ้ามี) สามารถเลือกใส่เป็นจำนวนเงินหรือเปอร์เซ็นต์ (%) ได้

  3. เลือกอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มในช่อง ภาษี เช่น 7%

  4. เลือกอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายในช่อง หัก ณ ที่จ่าย (เช่น 1%, 2%, 3%, 5% หรือเลือก ยังไม่ระบุ)

ขั้นตอนที่ 3: การระบุข้อมูลช่อง "ราคา/หน่วย ส่วนลด และภาษี"

ขั้นตอนที่ 4: การใช้งานปุ่ม "เพิ่มรายการ / เพิ่มคำอธิบาย"

วิธีทำ:

  • หากมีรายการสินค้ามากกว่า 1 รายการ ให้คลิกปุ่ม "+ เพิ่มรายการใหม่"

  • หากต้องการแทรกบรรทัดข้อความหมายเหตุคั่นตารางรายการ ให้คลิกปุ่ม "+ เพิ่มคำอธิบายรายการ"

2.6. ขั้นตอนส่วนที่ 6 การระบุข้อมูล ด้านการสรุปยอดเงินท้ายเอกสาร

ขั้นตอนที่ 1: การระบุข้อมูลช่อง "ส่วนลดท้ายเอกสาร"

  • วิธีทำ: กรอกจำนวนเงินส่วนลดการค้าท้ายเอกสารในช่อง ส่วนลดรวม (ถ้ามี)

  • คำอธิบายละเอียด: ตรวจสอบไม่ให้กรอกส่วนลดท้ายเอกสารซ้ำซ้อนกับส่วนลดต่อหน่วยในตารางรายการ

2.6. ขั้นตอนส่วนที่ 6 การระบุข้อมูล ด้านการสรุปยอดเงินท้ายเอกสาร

ขั้นตอนที่ 2: การตรวจสอบ "มูลค่าภาษีและยอดรวมสุทธิ"

  • วิธีทำ: ตรวจเช็กตัวเลขยอดสรุปที่ระบบคำนวณให้อัตโนมัติ ได้แก่

    • มูลค่าไม่มี/ยกเว้นภาษี: ยอดรวมรายการไม่มี VAT

    • มูลค่าที่คำนวณภาษี 0% / 7%: ฐานภาษีสำหรับคำนวณ VAT (เช่น 4,200.00 บาท)

    • ภาษีมูลค่าเพิ่ม: ยอด VAT 7% (เช่น 294.00 บาท)

    • จำนวนเงินทั้งสิ้น: ยอดรวมสุทธิที่ต้องชำระ (เช่น 4,494.00 บาท)

    • ยอดหัก ณ ที่จ่าย: ยอดภาษีหัก ณ ที่จ่ายล่วงหน้า (ถ้ามี)

2.7. ขั้นตอนส่วนที่ 7 การระบุข้อมูล ด้านหมายเหตุ เอกสารแนบ และแท็ก

ขั้นตอนที่ 1: การระบุข้อมูลช่อง "หมายเหตุสำหรับผู้ขาย"

วิธีทำ: พิมพ์ข้อความที่ต้องการแจ้งผู้ขายในช่อง หมายเหตุสำหรับผู้ขาย เช่น กำหนดส่งมอบสินค้าภายในวันที่ 20 ตุลาคม 2026 ณ แผนกบัญชี
​คำอธิบายละเอียด: หากมีข้อความที่ต้องระบุเป็นประจำ สามารถคลิกไอคอนฟันเฟืองเพื่อตั้งค่า "หมายเหตุมาตรฐาน" ได้

2.7. ขั้นตอนส่วนที่ 7 การระบุข้อมูล ด้านหมายเหตุ เอกสารแนบ และแท็ก

ขั้นตอนที่ 2: การระบุข้อมูลช่อง "แนบไฟล์"

วิธีทำ: คลิกปุ่ม "เพิ่มไฟล์ใหม่" หรือลากไฟล์เอกสารประกอบมาวาง เช่น ใบขอซื้อ หรือไฟล์ใบเสนอราคา เป็นต้น
​คำอธิบายละเอียด: สำหรับแนบเอกสารหลักฐานอ้างอิงเพื่อใช้ตรวจสอบประกอบการอนุมัติ ทั้งนี้ช่องนี้ไม่ใช่ช่องบังคับ หากไม่มีเอกสารแนบประกอบสามารถเว้นว่างไว้ได้

ขั้นตอนที่ 2: การระบุข้อมูลช่อง "แนบไฟล์"

ขั้นตอนที่ 3: การระบุข้อมูลช่อง "แท็ก"

วิธีทำ: พิมพ์คีย์เวิร์ดในช่อง แท็ก แล้วกด Enter เช่น สินค้าสำเร็จรูป, อบรมพนักงาน
​คำอธิบายละเอียด: แท็กช่วยให้ค้นหาและจัดกลุ่มเอกสารในระบบได้ง่ายขึ้นในภายหลัง ทั้งนี้ช่องนี้ไม่ใช่ช่องบังคับ สามารถเว้นว่างไว้ได้

2.8. ขั้นตอนส่วนที่ 8 การระบุข้อมูล ด้านการบันทึกเอกสารและการอนุมัติ

ขั้นตอนที่ 1: การกดปุ่ม "บันทึกร่าง"

วิธีทำ:

  • บันทึกร่าง: คลิกปุ่ม "บันทึกร่าง" (ปุ่มสีม่วง) หากต้องการบันทึกข้อมูลไว้แก้ไข หรือตรวจสอบเพิ่มเติมในภายหลัง เอกสารจะยังไม่มีผลทางบัญชี

2.8. ขั้นตอนส่วนที่ 8 การระบุข้อมูล ด้านการบันทึกเอกสารและการอนุมัติ
  • บันทึกร่าง และสร้างใหม่: คลิกไอคอนลูกศรดรอปดาวน์ ^ บนปุ่มสีม่วง แล้วเลือก "บันทึกร่าง และสร้างใหม่" เมื่อต้องการบันทึกร่างเอกสารฉบับนี้พร้อมเปิดหน้าสร้างเอกสารใบสั่งซื้อฉบับใหม่ทันที

คำอธิบายละเอียด: เหมาะสำหรับการเก็บบันทึกข้อมูลไว้ชั่วคราว เมื่อข้อมูลยังไม่ครบถ้วนหรือไม่พร้อมส่งอนุมัติ โดยยังไม่เกิดรายการตั้งหนี้หรือบันทึกบัญชีในระบบ

ขั้นตอนที่ 2: การกดปุ่ม "อนุมัติใบสั่งซื้อ"

วิธีทำ:

  • อนุมัติใบสั่งซื้อ: คลิกปุ่ม "อนุมัติใบสั่งซื้อ" (ปุ่มสีฟ้า) เพื่ออนุมัติและเปลี่ยนสถานะเอกสารเป็นอนุมัติทันที

  • อนุมัติและพิมพ์: คลิกไอคอนลูกศรดรอปดาวน์ v บนปุ่มสีฟ้า แล้วเลือก "อนุมัติและพิมพ์" เพื่ออนุมัติเอกสารพร้อมเปิดหน้าต่าง พิมพ์/ดาวน์โหลด เอกสาร PDF ทันที

  • อนุมัติและสร้างใหม่: เลือก "อนุมัติและสร้างใหม่" เพื่ออนุมัติเอกสารฉบับนี้และเปิดหน้าสร้างใบสั่งซื้อฉบับถัดไปทันที

  • ส่งอนุมัติ: เลือก "ส่งอนุมัติ" ในกรณีที่ผู้ใช้งานไม่มีสิทธิ์อนุมัติเอกสารด้วยตนเอง เพื่อส่งเอกสารไปให้ผู้มีอำนาจอนุมัติตรวจสอบ

คำอธิบายละเอียด: การอนุมัติเป็นการยืนยันข้อมูลรายการสั่งซื้อ เพื่อนำไปใช้สำหรับอ้างอิงในการตั้งหนี้หรือบันทึกซื้อสินค้า/บริการในขั้นตอนถัดไป

ขั้นตอนที่ 2: การกดปุ่ม "อนุมัติใบสั่งซื้อ"

3. รายการตรวจสอบก่อนอนุมัติ

ก่อนทำการกดอนุมัติเอกสาร โปรดตรวจสอบความถูกต้องของ การระบุข้อมูลแต่ละช่องในเอกสารฝั่งรายจ่าย ดังนี้

  • [ ] ข้อมูลชื่อ ที่อยู่ และเลขผู้เสียภาษีของผู้ขายถูกต้อง

  • [ ] วันที่ออกเอกสารและเลขที่เอกสารอยู่ในงวดบัญชีที่ถูกต้อง

  • [ ] รายการสินค้า/บริการ ผังบัญชี จำนวน และราคาต่อหน่วยถูกต้อง

  • [ ] การเลือกประเภทราคา ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) และอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายถูกต้อง

  • [ ] การระบุกลุ่มจัดประเภท (สาขา, แผนก, โครงการ) ครบถ้วน

  • [ ] สรุปยอดเงินรวมสุทธิถูกต้องตรงตามเอกสารอ้างอิง

  • [ ] ได้แนบไฟล์เอกสารประกอบที่จำเป็นเรียบร้อยแล้ว

3. รายการตรวจสอบก่อนอนุมัติ

ข้อควรรู้เพิ่มเติม

  • การอนุมัติใบสั่งซื้อ เป็นเพียงการบันทึกความประสงค์สั่งซื้อ ยังไม่ถือเป็นการบันทึกค่าใช้จ่ายจริง ทรัพย์สิน หรือการตัดสต็อกสินค้าเข้าคลัง

  • เมื่อได้รับสินค้า/บริการ หรือได้รับใบกำกับภาษี/ใบแจ้งหนี้จากผู้ขายแล้ว ให้ตั้งหนี้หรือบันทึกค่าใช้จ่ายต่อจากใบสั่งซื้อนี้ตามกระบวนการของระบบ PEAK

- จบขั้นตอนวิธีการ ระบุข้อมูลแต่ละช่อง ในเอกสารฝั่งรายจ่าย -

Did this answer your question?