Skip to main content

วิธีการกระทบยอดรายได้กับรายได้ภพ.30

(AD057)

Updated yesterday

ทำไมต้องกระทบยอดรายได้ ภ.พ.30 กับรายได้

เพื่อตรวจสอบจำนวนรายได้ที่บันทึกบัญชี กับ รายได้ที่นำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30) ว่าตรงกัน และยื่นภาษีครบถ้วนหรือไม่ และไม่ใช่ว่าทุกกิจการมีหน้าที่ต้องกระทบยอดรายได้การกระทบนี้นั้นจะเกี่ยวข้องกับผู้ประกอบที่จดภาษีมูลค่า (VAT) เท่านั้น

ข้อมูลที่ใช้กระทบยอดรายได้ภ.พ.30 กับรายได้มีอะไรบ้าง

  • งบการทดลอง/งบการเงินรายเดือน เพื่อดูรายได้รายที่บันทึกรายเดือน/รายปี

  • แบบ ภพ.30 เพื่อดูรายได้ที่เรานำส่งกรมสรรพากรในแต่ละเดือน

  • รายการอื่นๆ เช่น รายงานลูกหนี้การค้า, รายงานเงินมัดจำ ฯลฯ

สรุปวิธีการกระทบยอดรายได้กับรายได้ภพ.30 สรุปขั้นตอนมี 4 ขั้นตอนดังนี้

ขั้นตอนที่ 1 : เรียกดูรายได้จากงบทดลองจากโปรแกรมบัญชี PEAK

ขั้นตอนที่ 2 : เรียกดูลูกหนี้การค้าต้นงวดและปลายงวด (ถ้ามี)

ขั้นตอนที่ 3 : เรียกดูเงินมัดจำรับล่วงหน้าต้นงวดและปลายงวด (ถ้ามี)

ขั้นตอนที่ 4 : เปรียบเทียบรายได้กับรายได้ภพ.30

หากกรณีเปรียบเทียบรายได้และรายได้ภพ.30 แล้วยังมีผลต่าง

  • สาเหตุอื่นๆที่ทำให้ไม่ตรง

ขั้นตอนที่ 1 : เรียกดูรายได้จากงบทดลองจากโปรแกรมบัญชี PEAK

1. ไปที่เมนูการเงิน จากนั้นเลือกหัวข้อ "งบทดลอง"

2. เลือกช่วงเวลาที่ต้องการดูข้อมูล โดยควรเลือกให้สัมพันธ์กับรายได้ ภพ.30 ที่ต้องการจะเปรียบเทียบ เช่น ต้องการเปรียบเทียบรายได้ภพ.30 ปี 2567 ควรเลือกช่วงเวลา 01/01/2567-31/12/2567

3. จะได้ข้อมูลรายได้ในเวลาที่เลือก โดยให้ไปที่ผังบัญชี 41XXX และ 42XXX ดูฝั่งของคงเหลือนั่นคือรายได้ที่เกิดขึ้น จากตัวอย่างคือ 4,500+18,500=23,000 (อาจจะต้องรวมยอดด้วยตนเองในการเปรียบเทียบ)

ขั้นตอนที่ 2 : เรียกดูลูกหนี้การค้าต้นงวดและปลายงวด (ถ้ามี)

ส่วนใหญ่เกิดกับกิจการบริการที่มีลูกหนี้การค้า เพราะการนำส่งภาษีกับรายได้จะเกิดคนละช่วงเวลากัน เช่น กิจการให้บริการมูลค่า 10,000 บาท ภาษีขาย 700 บาท

  • ณ วันที่ 10 ม.ค. 25XX ออกเอกสารใบแจ้งหนี้ ส่วนนี้เกิดรายได้บริการขึ้นแล้ว 10,000 บาท แต่ในการยื่นภาษีเดือน มกราคม ยังไม่มียอดรายได้บริการนี้ เพราะกิจการออกเพียงใบแจ้งหนี้ ไม่ใช่ใบแจ้งหนี้/ใบกำกับภาษี (ตามจุดรับผิดทางภาษีของกิจการประเภทให้บริการ)

  • ณ วันที่ 2 ก.พ. 25XX ออกเอกสารใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษี ในการยื่นภาษีเดือน กุมภาพันธ์ จะมีรายได้ส่วนนี้ยื่นไปด้วย

จะเห็นได้ว่า ยอดรายได้จากการให้บริการในภาษีเดือนมกราคมจะขาดไป 10,000 ส่วนภาษีเดือนกุมภาพันธ์จะมีรายได้ให้บริการเกินมา 10,000 บาท ซึ่งอาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้การกระทบยอดรายได้และรายได้ภพ.30 ไม่ตรงกัน ฉนั้นในกรณีรายได้ไม่ตรงกันอาจจะต้องนำลูกหนี้การค้าปลายงวดและต้นงวดมารวมในการกระทบยอดรายได้ด้วย

ข้อผิดพลาดที่มักเกิดขึ้น คือ ยอดลูกหนี้การค้ามักจะรวมภาษีมูลค่าเพิ่มไปด้วย ดังนั้นเมื่อนำลูกหนี้การค้ามากระทบยอดรายได้ต้องนำยอดมาคำนวณมูลค่าก่อนภาษีมูลค่าเพิ่มก่อนเสมอ ไม่งั้นจะเกิดผลต่างขึ้นได้

1. ไปที่เมนูการเงิน จากนั้นเลือกหัวข้อ "งบทดลอง"

2. เลือกช่วงเวลาที่ต้องการจะดูข้อมูล โดยควรเลือกให้สัมพันธ์กับรายได้ ภพ.30 ที่ต้องการจะเปรียบเทียบ เช่น ต้องการเปรียบเทียบรายได้ภพ.30 ปี 2567 ควรเลือกช่วงเวลา 01/01/2567-31/12/2567

3. จากนั้นให้ดูที่รายการผังบัญชี 113101-ลูกหนี้การค้า หรือ ผังบัญชีลูกหนี้การค้าที่ทางกิจการสร้างผังบัญชีขึ้นมาใหม่

  • A คือ ลูกหนี้การค้าต้นงวด หรือ ลูกหนี้การค้ายกมา

  • B คือ ลูกหนี้การค้าปลายงวด หรือ ลูกหนี้การค้ายกไป

หากนำยอดลูกหนี้การค้ามาใช้ในการกระทบ จะต้องนำยอดดังกล่าวมาคำนวณหายอด "ลูกหนี้การค้าก่อนภาษีมูลค่าเพิ่ม" โดยสามารถนำยอดที่แสดง คูณ 100/107 ก็จะได้ยอดที่นำไปกระทบยอดรายได้แล้ว

ขั้นตอนที่ 3 : เรียกดูเงินมัดจำรับล่วงหน้าต้นงวดและปลายงวด (ถ้ามี)

หากกิจการมีการเรียกเก็บเงินมัดจำสินค้า/บริการล่วงหน้า จะต้องนำเงินมัดจำคงค้างปลายงวดและต้นงวดก้วย เพราะ ณ วันที่เกิดรายการเรียกเก็บเงินมัดจำสินค้า/บริการล่วงหน้า ได้ออกใบกำกับภาษีแล้วแต่รายได้จากการขายสินค้า/ให้บริการยังไม่เกิดขึ้น ซึ่งทำให้เกิดผลต่างได้ เช่น กิจการให้บริการมูลค่า 10,000 บาท ภาษีขาย 700 บาท เรียกเก็บเงินมัดจำล่วงหน้า 3,000 บาท

  • ณ วันที่ 10 ม.ค. 25XX ออกเอกสารใบแจ้งหนี้/ใบกำกับภาษี หรือ ใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษี เรียกเก็บส่วนแรก ส่วนนี้เกิดภาษีมูลค่าเพิ่มของยอด 3,000 บาท แต่โปรแกรมยังไม่มีการบันทึกยอดรายได้สินค้า/บริการนี้ เป็นการรับเงินมาล่วงหน้า

  • ณ วันที่ 2 ก.พ. 25XX ออกเอกสารใบแจ้งหนี้/ใบกำกับภาษี หรือ ใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษี เรียกเก็บส่วนที่เหลือ ส่วนนี้เกิดภาษีมูลค่าเพิ่มของยอด 7,000 บาท และโปรแกรมบันทึกรายได้จากการขายสินค้า/บริการ 10,000

จะเห็นได้ว่า กว่ารายได้ที่เดือนมกราคม จะรับรู้เป็นรายได้กิจการก็เดือนกุมภาพันธ์แล้ว นี่จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้การกระทบยอดรายได้และรายได้ภพ.30 ไม่ตรงกัน ฉนั้นหากกิจการมีการเก็บเงินมัดจำรับล่วงหน้าต้องนำยอดนี้มาด้วย

1. ไปที่เมนูการเงิน จากนั้นเลือกหัวข้อ "งบทดลอง"

2. เลือกช่วงเวลาที่ต้องการจะดูข้อมูล โดยควรเลือกให้สัมพันธ์กับรายได้ ภพ.30 ที่ต้องการจะเปรียบเทียบ เช่น ต้องการเปรียบเทียบรายได้ภพ.30 ปี 2567 ควรเลือกช่วงเวลา 01/01/2567-31/12/2567

3. จากนั้นให้ดูที่รายการผังบัญชี 212104-เงินรับล่วงหน้า-เงินมัดจำ หรือ ผังบัญชีเงินรับล่วงหน้า-เงินมัดจำที่ทางกิจการสร้างผังบัญชีขึ้นมาใหม่

  • A คือ เงินมัดจำรับล่วงหน้าต้นงวด หรือ เงินมัดจำรับล่วงหน้าการค้ายกมา

  • B คือ ลูเงินมัดจำรับล่วงหน้าปลายงวด หรือ เงินมัดจำรับล่วงหน้ายกไป

ขั้นตอนที่ 4 : เปรียบเทียบรายได้กับรายได้ภพ.30

เมื่อเราเรียกดูข้อมูลที่กิจการมีไม่ว่าจะเป็นรายได้,ลูกหนี้การค้า,เงินมัดจำรับล่วงหน้า และอื่นๆ (ถ้ามี) ต่อไปเราจะดูยอดรายได้จากแบบภพ.30 ที่เราทำการยื่นกับทางกรมสรรพากร ลักษณะจะเป็นภาพประกอบ

ก่อนที่เราจะทำการกระทบยอดรายได้ข้อมูลที่เรามี ดังนี้

  • ยอดรายได้ที่ยื่นภพ.30 = 28,500 บาท

  • ยอดรายได้ที่บันทึกในโปรแกรมบัญชี PEAK = 23,000 บาท

  • ยอดลูกหนี้การค้าต้นงวด(ก่อนภาษีมูลค่าเพิ่ม) = 1,500 บาท

  • ยอดลูกหนี้การค้าปลายงวด(ก่อนภาษีมูลค่าเพิ่ม) = 3,500 บาท

  • ยอดเงินมัดจำล่วงหน้าปลายงวด = 7,500 บาท

ในการกระทบยอดรายได้จะใช้สูตร ดังนี้

ยอดรายได้จากโปรแกรมบัญชี PEAK XX

บวก ลูกหนี้การค้าต้นงวด XX

เงินมัดจำล่วงหน้าปลายงวด XX

รวมรายการบวก XX

หัก ลูกหนี้การค้าปลายงวด (XX)

เงินมัดจำล่วงหน้าต้นงวด (XX)

รวมรายการหัก (XX)

รายได้จากภพ.30 XX

ผลต่าง XX

ซึ่งถ้าเรานำตัวเลขที่ได้มาใส่ในสูตรข้างต้น จะได้ดังนี้

ยอดรายได้จากโปรแกรมบัญชี PEAK 23,000

บวก ลูกหนี้การค้าต้นงวด 1,500

เงินมัดจำล่วงหน้าปลายงวด 7,500

รวมรายการบวก 9,000

หัก ลูกหนี้การค้าปลายงวด (3,500)

รวมรายการหัก (3,500)

รายได้จากภพ.30 28,500

ผลต่าง 0

จากตัวอย่างจะเห็นว่าสามารถกระทบยอดรายได้ตรง ซึ่งหากผู้ใช้งานลองทำตามแล้วไม่ตรงไม่ได้แปลว่าเกิดจากความผิดพลาดเสมอไป จริงๆมีหลายเหตุผลอีกที่ทำให้เกิดผลต่างในการกระทบยอดไม่ตรง

สาเหตุอื่นๆที่ทำให้ไม่ตรง

จุดรับรู้รายได้ของแต่ละธุรกิจ

กรณีธุรกิจขายสินค้าวันที่รับรู้รายได้ทางบัญชีและภาษีมูลค่าเพิ่มจะเป็นวันเดียวกัน คือ วันที่ส่งมอบสินค้า ทำให้ไม่เกิดผลต่าง แต่ถ้าเป็นธุรกิจบริการจะรับรู้รายได้ทางบัญชีเมื่อให้บริการเสร็จ แต่ภาษีจะรับรู้เมื่อได้รับชำระเงินแล้ว นี้จึงเป็นเหตุผลที่ธุรกิจบริการจะต้องนำลูกหนี้การค้ามากระทบยอดรายได้ด้วย

  • ประเภทรายได้

รายได้ที่บันทึกบัญชีไม่ได้จำเป็นต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเสมอ เช่น ธุรกิจขายเนื้อหมูสดและขายมีดหั่นหมู ตอนบันทึกบัญชีจะบันทึกรายได้ทั้งขายหมูและขายมีด แต่ตอนเสียภาษีมูลค่าจะเสียจากรายได้ขายมีดเท่านั้น เพราะการขายเนื้อหมูเป็นรายได้ที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม

  • กระทบยอดผิด ไม่ครบถ้วน

รายการที่ใช้กระทบยอดรายได้ผิด หรือไม่ครบ เช่น ธุรกิจขายสินค้า แต่ใช้วิธีกระทบยอดของธุรกิจให้บริการ หรือ ธุรกิจบริการใช้ยอดลูกหนี้ที่ยังไม่ได้ถอดVAT หรือ ไม่ได้นำเงินมัดจำ รวมถึงรายการอื่นๆ เช่น กำไรจากการขายทรัพย์สิน รายได้ที่ไม่ต้องเสียVAT มากระทบ เป็นต้น

  • ยื่นรายได้เพื่อเสียVAT หรือบันทึกรายได้ไม่ครบถ้วน

ข้อนี้จะเป็นเรื่องที่กิจการทำผิดจริงๆ เช่น บันทึกบัญชีรายได้แต่ไม่ได้นำไปเสียVAT หรือนำรายได้ไปเสียVAT แต่ไม่ได้บันทึกบัญชีรายได้ เป็นต้น

-จบวิธีการกระทบยอดรายได้กับรายได้ภพ.30-

Did this answer your question?